.

Search this site

ลงทะเบียน



Who's Online

สถิติการเข้าชม


PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2010 เวลา 13:11 น.

 


แนวปะการังในประเทศไทย


แนวปะการังอ่าวไทย

แนวปะการังทะเลอันดามัน

สถานภาพปะการังปี 2553

ปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว

การฟื้นฟูแนวปะการัง

ปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูแนวปะการัง


       แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อน และเป็นบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในทะเล ทรัพยากรสัตว์น้ำนานาชนิดจากแนวปะการังถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อม ความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังดึงดูดให้มีการใช้ประโยชน์จากแนวปะการังมากขึ้น ทั้งในด้านการประมง และการท่องเที่ยว ซึ่งมีความสำคัญมากทางเศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลเพื่ออุตสาหกรรมและเกษตรกรรมก็ส่งผลกระทบต่อระบบ นิเวศแนวปะการังด้วย แนวปะการังในประเทศไทยมีแนวโน้มจะมีความเสื่อมโทรมมากขึ้นทั้งสาเหตุที่เกิด จากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น พายุ คลื่นสึนามิ การฟอกขาวของปะการัง (coral bleaching) การโผล่พ้นน้ำในช่วงเวลาที่น้ำลงต่ำมาก การไหลของน้ำจืดลงสู่ทะเล การแย่งพื้นที่โดยสาหร่ายและพรมทะเล และจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การระเบิดปลา การทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง การดำน้ำ เรือชนหรือเกยตื้น การเหยียบย่ำและการเก็บสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง เครื่องมือประมง การขุดร่องน้ำ  ขยะ น้ำมัน สารอาหาร ฯลฯ  จึงต้องมีการประเมินสถานภาพแนวปะการัง เพื่อกำหนดวิธีการที่เหมาะสมต่อการบริหารจัดการด้านการใช้ประโยชน์ อนุรักษ์ และฟื้นฟูต่อไป


http://www.wowsumitra.com/tour_details.php?id=82

       

       ประเทศไทยมีแนวปะการังคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 96,357 ไร่ ( 154.17 ตร.กม.) โดยแบ่งเป็นทางฝั่งทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกาตอนบนประมาณ 50,812 ไร่ ( 81.3 ตร.กม.) และในฝั่งอ่าวไทยมีพื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 45,545 ไร่ ( 72.9 ตร.กม.) โดยฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกพบแนวปะการังกระจายอยู่ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตกและภาคใต้ฝั่งตะวันออก พบแนวปะการังในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และปัตตานี

       แนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงสภาพตลอดเวลา ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลง การเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ เช่น พายุพัดทำลาย การอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ การะบาดของดาวมงกุฎหนาม หรือจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การประมงผิดวิธีในแนวปะการัง การท่องเที่ยว การลักลอบจับปลาในแนวปะการังหรือลักลอบเก็บปะการัง กิจกรรมจากบนฝั่ง การฟื้นตัวของแนวปะการังสู่สภาพเดิมส่วนใหญ่ใช้เวลานาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมหรือยับยั้ง รวมทั้งระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

        กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรายงานว่า ในปี 2549 ฝั่งอ่าวไทยมีพื้นที่แนวปะการังประมาณ 45,500 ไร่ (72.8 ตร.กม.) และฝั่งทะเลอันดามันประมาณ 50,800 ไร่ (81.28 ตร.กม.) รวมพื้นที่แนวปะการังทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันมีพื้นที่รวมประมาณ 96,300 ไร่ (154.08 ตร.กม.) พบปะการัง 18 วงศ์ 71 สกุล 388 ชนิดในพื้นที่ดังกล่าว


 

แผนที่แนวปะการังในประเทศไทย

 

 

สถานภาพปะการัง



แนวปะการังอ่าวไทย

        ฝั่งทะเลอ่าวไทยมีพื้นที่ปะการังรวมทั้งหมดประมาณ 45,500 ไร่ แบ่งเป็น อ่าวไทยฝั่งตะวันออกพบแนวปะการังกระจายอยู่รอบเกาะต่างๆ ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และจังหวัดตราด มีพื้นที่รวมประมาณ 17,500 ไร่ ส่วนอ่าวไทยฝั่งตะวันตกพบปะการังบริเวณรอบเกาะ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พื้นที่รวม 29,500 ไร่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปะการังมากที่สุดในอ่าวไทยประมาณ 24,000 ไร่

        สภาพปะการังปี 2549 แนวปะการังฝั่งตะวันออกและตะวันตกของอ่าวไทย ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลางถึงสมบูรณ์ดีมาก


สถานภาพแนวปะการังฝั่งทะเลอ่าวไทย ปี 2549

ลำดับ

จังหวัด

พื้นที่ (ไร่)

พื้นที่ (ตร.กม.)

สถานภาพ

ชนิดเด่น

สาเหตุการเสื่อมโทรม

1.

ตราด

9,937

15.8992

ดีปานกลาง–ดี

ปะการังโขด, ปะการังดาวใหญ่, ปะการังเขากวาง, ปะการังโต๊ะ, ปะการังสมอง, ปะการังช่องเหลี่ยม

ตะกอนจากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ น้ำเสียและตะกอน

2.

จันทบุรี

437

0.6992

ดีปานกลาง

ปะการังโขด, ปะการังดาวใหญ่, ปะการังเขาหนัง, ปะการังดอกกะหล่ำ

ความโปร่งใสของน้ำทะเลต่ำเนื่องจากอยู่ใกล้ชายฝั่ง

3.

ระยอง

628

1.0048

ดีปานกลาง-ดี

ปะการังโขด, ปะการังดาวใหญ่, ปะการังเขากวาง, ปะการังโต๊ะ, ปะการังดอกเห็ด

ปริมาณน้ำจืดและตะกอนจากแม่น้ำระยอง แม่น้ำประแสร์ กิจกรรมจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเกาะเสม็ด

4.

ชลบุรี

4,687

7.4992

ดีปานกลาง-ดี

ปะการังโขด, ปะการังวงแหวน, ปะการังแผ่น, ปะการังเขากวาง

กิจกรรมจากการท่องเที่ยว เครื่องมือประมง น้ำมีปริมาณตะกอนมาก ขยะมูลฝอย

5.

ประจวบคีรีขันธ์

1,250

2

ดี

ปะการังโขด, ปะการังอ่อนหนัง, ปะการังโต๊ะ, ปะการังดอกกะหล่ำ, ปะการังอ่อนดอกเห็ด

เครื่องมือประมง

6.

ชุมพร

4,062

6.4992

ดี

ปะการังเขากวาง, ปะการังโขด, ปะการังเคลือบ, ปะการังอ่อน, ดอกไม้ทะเล, ปะการังอ่อนหนัง, ปะการังดาวใหญ่, ปะการังสมอง

จากตะกอน พายุและเครื่องมือประมง

7.

สุราษฎร์ธานี

24,187

38.6992

ปานกลาง

ปะการังเขากวาง, ปะการังโขด, ปะการังเคลือบ, ปะการังอ่อน, ปะการังไฟแผ่น, ปะการังอ่อนหนัง, ปะการังสมอง

ตะกอนจากกิจกรรมการท่องเที่ยว และการขุดลอกร่องน้ำ

8.

นครศรีธรรมราช

347

0.5552

ดีปานกลาง–ดีมาก

ปะการังเขากวาง, ปะการังช่องเล็กแบบกิ่งและแบบแผ่น, ปะการังสมอง, ปะการังดอกกะหล่ำ

เกาะกระ ไม่พบปัญหาความเสื่อมโทรม

9.

พัทลุง






10.

สงขลา






11.

ปัตตานี

10

0.016

ดีปานกลาง–ดีมาก

ปะการังเขากวาง, ปะการังโขด, ปะการังอ่อน

เกาะโลซินเริ่มมีปลาดาวหนามระบาด

12.

นราธิวาส






รวมพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย

45,545

72.872




ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. 2550


แนวปะการังทะเลอันดามัน

        แนวปะการังฝั่งทะเลอันดามันส่วนใหญ่ ก่อตัวตามชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะต่างๆ เพราะเป็นด้านที่กำบังคลื่นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลอันดามันอยู่ในเขตทะเลลึกได้รับตะกอนฟุ้งกระจายจากพื้นทะเลน้อยกว่าในเขตน้ำตื้น จึงเหมาะแก่การพัฒนาของแนวปะการังมาก เพราะแสงส่องถึงพื้นได้ดี สามารถพบแนวปะการังได้ที่ระดับน้ำลึก 20-30 เมตร ในที่ตื้นพบกระจายที่ระดับน้ำลึก 3-10 เมตร

        สถานภาพแนวปะการังปี 2549 แนวปะการังส่วนใหญ่ทุกจังหวัดฝั่งทะเลอันดามันจัดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลาง จังหวัดที่มีแนวโน้มสมบูรณ์ดีมากที่สุดคือจังหวัดสตูล และจังหวัดที่แนวโน้มไปทางเสื่อมโทรมมากที่สุดคือ จังหวัดพังงาและภูเก็ต

สถานภาพแนวปะการังฝั่งทะเลอันดามัน ปี 2549

ลำดับ

จังหวัด

พื้นที่ (ไร่)

พื้นที่ (ตร.กม.)

สถานภาพ

ชนิดเด่น

สาเหตุการเสื่อมโทรม

1.

ระนอง

1,625

2.6

เสียหาย – ดีปานกลาง

ปะการังโต๊ะ, ปะการังโขด, ปะการังช่องเหลี่ยม, ปะการังวงแหวน, ปะการังสมอง, ปะการังดอกไม้ทะเล, ปะการังอ่อนหนัง

ตะกอนจากป่าชายเลน น้ำค่อนข้างขุ่นเพราะใกล้ชายฝั่ง

2.

พังงา

16,000

25.6

เสียหายมาก – ดีปานกลาง

ปะการังเขากวาง, ปะการังโต๊ะ, ปะการังโขด, ปะการังดอกกะหล่ำ, ปะการังนิ้วมือผิวขรุขระ, ปะการังผิวยู่ยี่, ปะการังช่องเล็ก, ปะการังดาวใหญ่

ซากปะการังถูกปกคลุมด้วยพรมทะเล (Zoanthid) และดอกไม้ทะเล (coralimoph) เกิดการฟอกขาวหลายครั้งในปี พ.ศ.2534, 2538 และ 2541 พบความเสียหายมากในปี 2538 ในอดีตมีการทิ้งสมอเรือในพื้นที่ เนื่องจากหลายๆพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และจอดเรือหลบคลื่นลม บางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ

3.

ภูเก็ต

10,375

16.6

เสียหายมาก – ดีปานกลาง

ปะการังโขด, ปะการังดอกไม้ทะเล, ปะการังสมองร่องสั้น, ปะการังดอกใหญ่, ปะการังดอกเห็ด, ปะการังดอกจอก, ปะการังเขากวาง, ปะการังสีน้ำเงิน

ได้รับผลกระทบจากตะกอนที่เกิดจากการขุดแร่ในทะเลในช่วงปี พ.ศ.2527-2529 และปลาดาวหนามระบาดในปี พ.ศ.2538-2529 แนวปะการังได้รับผลกระทบจากตะกอนจากการพัฒนาชายฝั่ง เคยมีปัญหาการทิ้งสมอลงในแนวปะการัง ปัจจุบันมีการแก้ไขโดยใช้ทุ่นผูกเรือ บางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ

4.

กระบี่

10,125

16.2

ดีปานกลาง

ปะการังโขด, ปะการังดาวใหญ่, ปะการังช่องเหลี่ยม, ปะการังสมอง, ปะการังสมองร่องสั้น, ปะการังโต๊ะ, ปะการังจาน

ปะการังเสียหายส่วนหนึ่งจากการฟอกขาวในปี พ.ศ.2538 และเนื่องจากบริเวณนี้มีเรือนำนักท่องเที่ยวเข้ามามาก พบว่าในบางครั้งไม่มีทุ่นผูกเรือ คาดว่าการทิ้งสมออาจมีส่วนทำให้ปะการังเสียหาย มีตะกอนแขวนลอยในน้ำและสะสมบนพื้นทะเลมาก บางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ

5.

ตรัง

2,812

4.4992

ดีปานกลาง – ดี

ปะการังโต๊ะ, ปะการังช่องเหลี่ยม, ปะการังสมองร่องใหญ่, ปะการังโขด, ปะการังดาวใหญ่, ปะการังเขากวาง

การระเบิดปลาในอดีต ปลาดาวหนามระบาดในปี พ.ศ.2529

6.

สตูล

9,875

15.8

ดีปานกลาง

ปะการังโขด, ปะการังเขากวาง, ปะการังช่องเหลี่ยมแบบแผ่น, ปะการังดอกเห็ด, ปะการังโต๊ะ, ปะการังช่องหนาม

ปลาดาวหนามระบาดในปี พ.ศ.2529 เกิดปะการฟอกขาวในปี พ.ศ.2541 พายุพัดทำลาย เกิดความเสียหาย

รวมพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน

50,812

81.2992




รวมพื้นที่ทั้งประเทศไทย

96,357

154.17




ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. 2550


ปริมาณปกคลุมพื้นที่

% สภาพแนวปะการัง

ปะการังมีชีวิต : ปะการังตาย = > 3 : 1

สภาพดีมาก

ปะการังมีชีวิต : ปะการังตาย =    2 : 1

สภาพดี

ปะการังมีชีวิต : ปะการังตาย =    1 : 1

สภาพดีปานกลาง

ปะการังมีชีวิต : ปะการังตาย =    1 : 2

สภาพเสียหาย

ปะการังมีชีวิต : ปะการังตาย =    1 : 1 ≤ 3

สภาพเสียหายมาก


สถานภาพปะการังปี 2553

        ปี 2553 เกิดเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้าง จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การฟอกขาวเกิดขึ้นทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน จากการสำรวจโดยหลายหน่วยงานพบว่าในแต่ละพื้นที่มีการฟอกขาวมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดปะการังที่ปกคลุมพื้นที่ว่าเป็นพวกที่ไวต่อการฟอกขาวเพียงใด เช่น ปะการังเขากวาง (Acropora sp.) เป็นชนิดที่ไวต่อการฟอกขาว พื้นที่ที่พบปะการังเขากวางเป็นชนิดเด่นจะได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวมาก ลักษณะการก่อตัวแนวปะการังถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการฟอกขาว แนวปะการังที่ได้รับอิทธิพลจากคลื่นลมอยู่เสมอจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะเป็นด้านที่อุณหภูมิไม่สูงอยู่ตลอดเวลา เช่น ด้านตะวันตกของเกาะต่างๆในทะเลอันดามัน

        เมื่อประมาณภาพรวมทั่วประเทศ พบว่าปะการังแต่ละแห่งมีการฟอกขาวมากถึงร้อยละ 30 – 95  พบปะการังเกือบทุกชนิดฟอกขาวหมด ยกเว้นเพียง 3 – 4 ชนิดที่ทนต่อการฟอกขาวได้ เช่น ปะการังสีน้ำเงิน (Heliopora coerulea) ปะการังลายดอกไม้ (Pavona decussata) และปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora)


การฟื้นฟูแนวปะการัง

        การฟื้นฟูปะการัง คือการทำให้แนวปะการังกลับมามีสภาพความอุดมสมบูรณ์และสามารถเอื้อประโยชน์ในแง่ต่าง ๆ ให้กับสิ่งมีชีวิตในทะเลรวมไปถึงมนุษย์ การฟื้นฟูสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ได้แก่


        1. การป้องกันและลดปัจจัยสาเหตุของการเสื่อมโทรมของแนวปะการัง ได้แก่ การจัดการพื้นที่แนวปะการัง เช่น การแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ให้มีความเหมาะสมตามลักษณะพื้นที่ การผูกทุ่นเพื่อจอดเรือแทนการทิ้งสมอ การควบคุมไม่ให้มีน้ำเสีย ขยะ และตะกอนลงสู่ทะเลหรือแนวปะการัง วิธีเหล่านี้เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการป้องกันและรักษาแนวปะการังไว้

        2. การฟื้นฟูปะการังที่ดำเนินการกับแนวปะการังโดยตรง แบ่งได้เป็น

            2.1 การฟื้นฟูทางกายภาพ (Physical restoration) เป็นการปรับปรุงสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการฟื้นตัวของปะการัง ได้แก่

- การปรับพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปให้เหมาะสมต่อการฟื้นตัวตามธรรมชาติของปะการัง เช่น การที่นักดำน้ำร่วมกันพลิกปะการังที่ล้มคว่ำให้กลับสู่สภาพที่จะเจริญเติบโตได้ต่อไปตามธรรมชาติ การเก็บขยะในแนวปะการัง นับเป็นการฟื้นฟูรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ปะการังสามารถดำรงชีวิตและเติบโตต่อไปได้ตามธรรมชาติ

- การสร้างพื้นที่ลงเกาะให้กับปะการัง ในรูปของปะการังเทียมโดยใช้วัสดุต่าง ๆ เช่น หิน เซรามิค คอนกรีต นอกจากนี้การใช้ปะการังเทียมอาจมีวัตถุประสงค์นอกเหนือไปจากการเพิ่มพื้นที่ลงเกาะสำหรับปะการัง ได้แก่ การเป็นแหล่งอาศัยสัตว์น้ำอื่น ๆ การทำประมงพื้นบ้าน ป้องกันเครื่องมือประเภทอวนลาก เป็นแหล่งดำน้ำเพื่อลดการใช้ประโยชน์ของนักดำน้ำในแนวปะการังธรรมชาติ 

ในบางครั้งการฟื้นฟูทางกายภาพเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้การฟื้นตัวของแนวปะการังเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการฟื้นฟูทางชีวภาพต่อไป


2.2 การฟื้นฟูทางชีวภาพ (Biological restoration) เป็นการฟื้นฟูที่ตัวปะการังโดยตรง ซึ่งวิธีที่ดำเนินการในปัจจุบัน ได้แก่การย้ายปะการังบางส่วนจากแหล่งที่มีความสมบูรณ์ไปยังบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู โดยมีหลักสำคัญคือต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริเวณที่เป็นแหล่งพันธุ์ (donor reef area) ซึ่งการฟื้นฟูวิธีนี้ในประเทศไทยมีวิธีดำเนินการหลากหลายรูปแบบ


ปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูแนวปะการัง

        1. ความเหมาะสมของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของแนวปะการัง 

        สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่ บริเวณที่มีน้ำใส มีแสงส่องถึงในปริมาณพอเหมาะ มีความเค็มคงที่ในช่วง 30-36 ส่วนในพันส่วน (ppt) อุณหภูมิน้ำทะเลอยู่ในช่วง 25-30 องศาเซลเซียส กระแสน้ำและคลื่นลมไม่รุนแรงเกินไป มีพื้นทะเลมั่นคงพอที่ปะการังจะลงเกาะ หลายพื้นที่ชายฝั่งของไทย ปะการังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นแนวปะการังได้ ดังนั้นการฟื้นฟูแนวปะการังจึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นเป็นอันดับแรก โดยทั่วไปมักเป็นบริเวณที่เคยมีแนวปะการังอยู่ก่อนแล้วแต่เกิดความเสื่อมโทรมลงด้วยสาเหตุต่าง ๆ 

        แนวปะการังน้ำตื้นชายฝั่งส่วนใหญ่ที่มักได้รับผลกระทบจากตะกอนตามธรรมชาติ แต่แนวปะการังเหล่านี้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมบริเวณชายฝั่งและพัฒนาเติบโตต่อไปได้ และยังเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ แต่อาจมีสภาพไม่สวยงามเท่ากับแนวปะการังที่อยู่ในบริเวณที่ไกลจากชายฝั่งซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะกอนน้อยกว่า แนวปะการังหลายบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากตะกอนชายฝั่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่อาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าฟื้นฟู

        2. สาเหตุและแก้ไขสาเหตุความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง

        การฟื้นฟูแนวปะการังอย่างยั่งยืน ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในบริเวณที่จะฟื้นฟู โดยเฉพาะบริเวณที่แนวปะการังเสื่อมโทรมจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งเกิดการเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องทำให้สิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นเสียหายอย่างมาก จนยากที่จะฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น การชะล้างตะกอนจากชายฝั่งจากการเปิดหน้าดิน การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง การปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล การนำเรือผ่านเข้าออกในแนวปะการัง การทิ้งสมอลงในแนวปะการัง หากแก้ไชสาเหตุของปัญหาได้การฟื้นฟูแนวปะการังในบริเวณนั้นก็จะประสบความสำเร็จ

        3. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

        ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองปะการังอยู่หลายฉบับ ทั้งการคุ้มครองตัวปะการังมีชีวิตและซากปะการัง กฎหมายคุ้มครองพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับแนวปะการังในบางพื้นที่ การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับปะการังควรต้องคำนึงถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติเนื่องจากการฟื้นฟูปะการังไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย

        4. ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่

        ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการฟื้นฟูแนวปะการัง เนื่องจากการฟื้นฟูปะการังเป็นกิจกรรมที่ใช้ทั้งแรงงาน เวลา และงบประมาณในการฟื้นฟูสูง การได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ทำให้การฟื้นฟูประสบความสำเร็จได้ง่ายการการดำเนินการผ่ายเดียว โดยเฉพาะการฟื้นฟูปะการังโดยชุมชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของแนวปะการังในพื้นที่ของตนและมีศักยภาพในการดำเนินการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เช่น  การร่วมกันดูแลสภาพแวดล้อม การสอดส่องไม่ให้มีกิจกรรมที่การทำลายปะการังเกิดในพื้นที่ ไปจนถึงการร่วมดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูปะการัง การดูแลพื้นที่ฟื้นฟู และร่วมกันวางแผนจัดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่ดำเนินการฟื้นฟูปะการัง

        5. วิธีการที่เหมาะสมในการฟื้นฟูปะการังในแต่ละพื้นที่

        สภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและพื้นท้องทะเล ชนิด จำนวนและที่มาตัวอ่อนปะการังที่มีอยู่ในมวลน้ำที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่และฤดูกาล เป็นต้น  ดังนั้นการฟื้นฟูปะการังจึงควรปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการให้ความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ภายใต้พื้นฐานทางวิชาการ แม้ในต่างประเทศเองก็ยอมรับว่าการฟื้นฟูโดยการปลูกปะการังยังสามารถทำได้ในระดับการศึกษาวิจัยเท่านั้น เนื่องจากใช้งบประมาณ กำลังคน เวลามาก และไม่มีสิ่งที่จะรับประกันความสำเร็จในระยะยาว

        6. การประเมินความสำเร็จของการดำเนินงาน

        การประเมินความสำเร็จในการฟื้นฟูแนวปะการังควรกำหนดขอบเขตและเป้าหมายของการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและสามารถตรวจวัดได้ เช่น การกำหนดขอบเขตพื้นที่ดำเนินการ ความแตกต่างของพื้นที่ฟื้นฟูกับบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ได้ทำการฟื้นฟูภายในระยะเวลาต่าง ๆ อาจพิจารณาจากอัตรารอดของปะการังแต่ละพื้นที่ โครงสร้างสังคมสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้น องค์ประกอบชนิดของสัตว์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ ฯลฯ ควรกำหนดช่วงเวลาการสำรวจทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการฟื้นฟูในระยะเวลาต่างๆ และมีการติดตามข้อมูลเป็นครั้งคราวอย่างต่อเนื่อง

        การฟื้นฟูที่ดำเนินการกับปะการังโดยตรง ไม่ใช่วิธีการหลักในการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง แต่ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำเพื่อให้ได้แนวปะการังกลับคืนมา


ที่มา :

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. 2550. รายงานสถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2550. สืบค้นจาก       http://www.dmcr.go.th/pr/webpage/pr_FreeMedias.htm (28 มิ.ย.54)

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. รายงานเบื้องต้นผลกระทบการเกิดปะการังฟอกขาวปี 2553. สืบค้นจากฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง   http://www.dmcr.go.th/marinecenter/coral-lesson6.php (28 มิ.ย.54)

นลินี ทองแถม. การฟื้นฟูปะการังและปัจจัยที่ควรพิจารณา. สืบค้นจาก  http://km.dmcr.go.th/index.php?          option=com_content&view=article&id=109:2009-04-30-08-53-59&catid=81:2009-02-16-07-56-26&Itemid=28 (4 ก.ค.54)

กรมทรัพยากรทางทะเลเเละชายฝั่ง , 2551. รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการจัดทำแผนฟื้นฟูเเนวปะการัง.155 หน้า.





แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2011 เวลา 09:41 น.
 
bottom

top

Latest News

Popular

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

bottom