การเสริมสร้างอาชีพทางเลือกของชุมชนประมงรอบทะเลสาบสงขลาตอนบนและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมทางเพศภาวะเพื่อเกื้อหนุนต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน
หน่วยงาน มหาวิทยาลัยทักษิณ
หัวหน้าโครงการ รศ.ดร.สมัคร แก้วสุกแสง
ผู้ร่วมวิจัย ดร.ทิพย์ทิวา สัมพันธมิตร, ผศ.ดร.โชคชัย เหมือนมาศ, ผศ.ดร.สุภฎา คีรีรัฐนิคม, ผศ.อานุช คีรีรัฐนิคม, ดร.ณภัทร แก้วภิบาล, ผศ.ดร.พีรนาฏ คิดดี, อ.ดร. อภินันท์ เอื้ออังกูร, ผศ.ดร. ชลลดา แสงมณี ศิริสาธิตกิจ, ดร.วราภรณ์ ทนงศักดิ์, ดร.ภัทร ยืนยง, ดร.สุวิมล จุงจิตร์, ผศ.ดร.เตือนตา ร่าหมาน, ผศ.ดร.สุนิสา คงประสิทธิ์, น.ส. วิจิตรา อมรวิริยะชัย, อ.ดร. อารีรักษ์ นิลสาย, ผศ..ดร.วันกุศล ชนะสิทธิ์, ผศ.เอกราช สุวรรณรัตน์, อ.ดร.ชไมพร ทองเพชร, อ.วันพระ สืบสกุลจินดา, ผศ.ดร.จินตนา กสินันท์, อ.ดร.ศิริชัย กุมารจันทร์, นางจารุพร คงเรือง, นางสาวธันยพร อจลวิชกุล
บทสรุปข้อเสนอโครงการ
ทะเลสาบสงขลาเป็นระบบนิเวศน้ำกร่อยที่มีความสำคัญทางชีวภาพและเศรษฐกิจต่อชุมชนชายฝั่งภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะแหล่งที่อยู่อาศัยของโลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris) ซึ่งเป็นสัตว์น้ำชนิดหายากที่สามารถปรับตัวให้อยู่ในแหล่งน้ำจืดได้ หนึ่งในเพียงห้าพื้นที่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2566) และกรมประมง (2567) พบว่า ประชากรโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลากำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงประมาณ 14 - 20 ตัว อันเนื่องมาจากการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การใช้เครื่องมือประมงที่ไม่เหมาะสม การสูญเสียแหล่งอาศัย และผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ รวมถึงแผนการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบซึ่งอาจกระทบต่อถิ่นที่อยู่อย่างรุนแรง
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของชุมชนรอบทะเลสาบที่พึ่งพาทรัพยากรสัตว์น้ำเป็นหลัก เมื่อทรัพยากรลดลงมีความสัมพันธ์กับรายได้ของครัวเรือนประมงที่ลดลงตาม เกิดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสังคม และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรที่เกินขีดความสามารถของระบบนิเวศ การอนุรักษ์โลมาอิรวดีจึงไม่สามารถแยกขาดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชนได้ กรมประมงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา ระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2567 – 2576) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การอนุรักษ์ประชากรโลมา การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น
กลไกหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนแผนนี้การสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ ระหว่างภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน คือ การจัดตั้งและบริหารจัดการคณะกรรมการดำเนินงานระดับชุมชน (Community Implementing Committee: CIC) เพื่อให้เป็นกลไกกลางระดับชุมชนในการวางแผน อนุรักษ์ และพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ และมีคณะกรรมการอนุรักษ์ชุมชนและให้คำปรึกษาวิถีการดำรงชีวิต (Community Conservation and Livelihood Advisory Committee: CCLAC) เพื่อให้การจัดทำแผนอนุรักษ์ท้องถิ่นโดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นของตน และการพัฒนาทางเลือกด้านอาชีพ ที่สามารถเพิ่มรายได้ ลดแรงกดดันของภัยคุกคามหรือเกื้อหนุนต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในพื้นที่ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรนี้ จำต้องให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางเพศภาวะ เพื่อลดอุปสรรคต่อการสร้างกลไกการอนุรักษ์ที่เข้มแข็งและเปิดโอกาสให้ทุกเพศได้มีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม
ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างอาชีพทางเลือกของชุมชนประมงรอบทะเลสาบสงขลาตอนบน (ฝั่งจังหวัดพัทลุงและสงขลา) และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมทางเพศภาวะเพื่อเกื้อหนุนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นชุมชนประมงที่อาศัยอยู่ติดริมทะเลสาบตอนบน จำนวน 60 หมู่บ้าน แบ่งออกเป็น จังหวัดพัทลุง จำนวน 28 หมู่บ้าน และจังหวัดสงขลา จำนวน 32 หมู่บ้าน โดยในพื้นที่จังหวัดพัทลุงครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ 1) อำเภอบางแก้ว ตำบลนาปะขอ 2) อำเภอเขาชัยสน ตำบลจองถนน และหานโพธิ์
3) อำเภอเมือง ตำบลลำปำ และ 4) อำเภอควนขนุน ตำบลทะเลน้อยและพนางตุง ในส่วนพื้นที่จังหวัดวสงขลาครอบคลุม 2 อำเภอ ได้แก่ 1) อำเภอระโนด ตำบลบ้านขาว ตะเครียะ บ้านใหม่ ระโนด และ 2) อำเภอกระแสสินธุ์ ตำบลเกาะใหญ่ กระแสสินธุ์ โรง และเชิงแส โดยมุ่งเน้นสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ ระหว่างภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน เสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตอนบนในการจัดตั้งและบริหารจัดการคณะกรรมการดำเนินงานระดับชุมชน (Community Implementing Committee: CIC) ให้เป็นกลไกกลางในการวางแผน อนุรักษ์ และพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ โดยให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล เพื่อทำความเข้าใจบทบาท อุปสรรค และความต้องการของกลุ่มเพศต่าง ๆ ในกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากร ส่งเสริมความเสมอภาคเพศภาวะในชุมชนประมงรอบทะเลสาบสงขลาตอนบนให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรประมงและความเท่าเทียม เชื่อมโยงกับการเสริมสร้างอาชีพทางเลือกของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตอนบนฝั่งจังหวัดพัทลุงและสงขลา ที่สามารถลดแรงกดดันของภัยคุกคามหรือเกื้อหนุนต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในพื้นที่ตามบริบทของพื้นที่ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของบทบาทและอำนาจในชุมชนที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในระยะยาว ซึ่งคาดหวังจะเป็นแนวทางที่จะลดภัยคุกคามต่อโลมาอิระวดี และถิ่นที่อยู่ของโลมาอิรวดีให้เหลือน้อยที่สุด และส่งเสริมวิถีชีวิตชุมชนในด้านการทำประมงที่เป็นมิตรและเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา และการเสริมสร้างรายได้และอาชีพทางเลือกชุมชนประมงในทะเลหลวงตอนบน
หากประเทศไม่เร่งดำเนินการอนุรักษ์โลมาอิรวดีอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสากล ทรัพยากรประมง และผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้ รวมถึง เป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความอ่อนแอของการบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ
วัตถุประสงค์
- เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคประชาชน ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน
- เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตอนบนในการจัดตั้งและบริหารจัดการคณะกรรมการดำเนินงานระดับชุมชนให้เป็นกลไกกำหนดแนวทางการพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศและการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในพื้นที่
- เพื่อเสริมสร้างอาชีพทางเลือกของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตอนบนที่ลดแรงกดดันของภัยคุกคามหรือเกื้อหนุนต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในพื้นที่
- เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคเพศภาวะในของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตอนบนให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรประมงและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในพื้นที่
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ด้านวิชาการ
ได้องค์ความรู้เชิงระบบในการเสริมสร้างแนวทางการอนุรักษ์และเครือข่ายชุมชนเพื่อคุ้มครองโลมาอิระวดี และเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริมวิถีชีวิตของชาวประมงในชุมชนเป้าหมาย ซึ่งการมีส่วนร่วมของชุมชนชาวประมงและกลุ่มชาวประมงนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อส่งเสริมการสนับสนุนการอนุรักษ์โลมาในพื้นที่ 60 ชุมชนเป้าหมาย และส่งเสริมแนวทางปฏิบัติด้านการประมงอย่างยั่งยืนที่ไม่เป็นอันตรายต่อโลมาในพื้นที่ รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างมิติเพศภาวะกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก ที่มีฐานข้อมูล Baseline และ Endline จำแนกตามมิติเพศภาวะเกี่ยวกับเจตคติและระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์นโยบายและการวางแผนพื้นที่เชิงอนุรักษ์ ที่สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านสังคม
เชิงสาธารณะ
เกิดความตระหนักรู้ของประชาชนทั่วไปต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดี ซึ่งเป็นสัตว์หายากระดับโลก สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับจังหวัดพัทลุง - สงขลาในฐานะพื้นที่ตัวอย่างของ “การอนุรักษ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม” ที่เปลี่ยนจากความเข้าใจเรื่องเพศภาวะสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเฝ้าระวังและลดภัยคุกคามต่อสัตว์ทะเลหายากอย่างต่อเนื่อง
เชิงชุมชนและพื้นที่
ชุมชนประมง 60 แห่ง มีศักยภาพในการจัดทำแผนอนุรักษ์และแผนพัฒนาอาชีพทางเลือกของตนเอง โดยคนทุกกลุ่มเพศได้รับบทบาทเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนการอนุรักษ์อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้เกิดกลไกการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม (CIC/CCLAC) ที่สามารถขับเคลื่อนการอนุรักษ์และพัฒนาอาชีพได้จริง เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง ภาคประชาชน ภาครัฐ และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา
เชิงสิ่งแวดล้อม
ลดดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของโลมาอิรวดีในประเทศไทย และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน
ด้านนโยบาย
ข้อมูลและผลการศึกษาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายของกรมประมง (DOF) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (DMCR) และหน่วยงานในพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ด้านการจัดการทรัพยากร ในมิติของเศรษฐกิจฐานรากและการอนุรักษ์สัตว์น้ำหายาก สู่การเป็น "ต้นแบบมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่" ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ช่วยให้การกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองได้รับความร่วมมือจากคนทุกกลุ่มในพื้นที่อย่างแท้จริงและยั่งยืน
ด้านเศรษฐกิจ
ครัวเรือนประมงในพื้นที่โครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากอาชีพเสริมที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโมเดลอาชีพทางเลือกที่เกื้อกูลต่อการอนุรักษ์และเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับคนทุกกลุ่ม ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากการสูญเสียทรัพยากรและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ชุมชนดำเนินวิถีชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาประชากรโลมาอิรวดีได้อย่างสมดุล


