.

ลงทะเบียน

MKH Update

สถิติการเข้าชม


 

แผนงานการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบาย มาตรการ และกลไกการดำเนินงานเชิงบูรณาการ
เพื่อการคุ้มครองโลมาอิรวดีและการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลาตอนบนอย่างยั่งยืน

 

หน่วยงาน               สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
หัวหน้าโครงการ     นางสุมนา ขจรวัฒนากุล
เจ้าหน้าที่โครงการ  น.ส.จิรารัตน์ เรี่ยมเจริญ, น.ส.สามินี ศรีสุวรรณ์

 

หลักการและเหตุผล
โลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin; Orcaella brevirostris) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในกลุ่มสัตว์เลือดอุ่นที่พบได้ทั้งในทะเล น้ํากร่อย และน้ําจืด มีลักษณะเด่นคือศีรษะมน ลําตัวสีเทาเข้ม ความยาวเฉลี่ย 180–275 เซนติเมตร ดําน้ําได้นานประมาณ 70–150 วินาที ออกลูกครั้งละ 1 ตัว หลังตั้งครรภ์ราว 9 เดือน อาหารหลัก ได้แก่ ปลา กุ้ง หมึก และหอย ทั้งบริเวณผิวน้ําและหน้าดิน ในระดับสากล โลมาอิรวดีถูกจัดอยู่ในสถานภาพ “ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)” และมีประชากรน้ําจืดเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งของโลก ได้แก่ แม่น้ําอิรวดี แม่น้ําโขง แม่น้ํา
มะหะขาม ทะเลสาบชิลิก้า และทะเลสาบสงขลาตอนบนของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นแหล่งอาศัยน้ําจืดเพียงแห่งเดียวของประเทศ ในประเทศไทย โลมาอิรวดีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 อย่างไรก็ตาม ประชากรในทะเลสาบสงขลาตอนบนหรือ “ทะเลหลวง” มีแนวโน้มลดลงอย่างรุนแรง จากการสํารวจระหว่างปี พ.ศ. 2558–2564 พบว่าจํานวนประชากรลดลงจากประมาณ 27 ตัว เหลือไม่ถึง 20 ตัว ในปัจจุบัน ข้อมูลการเกยตื้นระหว่างปี พ.ศ. 2549–2567 พบโลมาเสียชีวิตสะสม 66 ตัว เป็นลูกโลมาแรกเกิดถึง
27 ตัว (ร้อยละ 40.91) สาเหตุหลักเกิดจากการติดเครื่องมือประมงประเภทอวน คิดเป็นร้อยละ 36.36 ของการเสียชีวิตทั้งหมด และมากถึงร้อยละ 68.57 ของกรณีที่ทราบสาเหตุชัดเจน สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับวิกฤติและสะท้อนถึงแรงกดดันจากกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลโดยตรงต่อความอยู่รอดของประชากรขนาดเล็กนี้

ประกอบกับปัญหาคุณภาพน้ําเสื่อมโทรม การทําประมงที่ไม่ยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งอาหารและถิ่นอาศัยของโลมา นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาเชื่อมระหว่างอําเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา และอําเภอเขาไชยสน จังหวัดพัทลุง ซึ่งแม้จะเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคมนาคม แต่การก่อสร้างและการใช้งานอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบนิเวศและการอยู่รอดของโลมาอิรวดี จึงยิ่งเพิ่มความจําเป็นในการมีข้อมูลวิชาการที่ถูกต้องและทันสมัยเพื่อรองรับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่

การติดตามประชากรโลมาด้วยวิธีดั้งเดิม เช่น การสํารวจทางเรือ การใช้กล้องส่องทางไกล และอากาศยานไร้คนขับ ยังมีข้อจํากัดจากความขุ่นของน้ําและขนาดพื้นที่ศึกษา ทําให้การระบุจํานวนและขอบเขตพื้นที่อยู่อาศัยทําได้ไม่แม่นยํา โครงการวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องบันทึกเสียงใต้น้ํา (hydrophone) เพื่อวิเคราะห์สัญญาณเสียงและระบุตําแหน่งโลมาแบบกึ่งเวลาจริง (near real time) สนับสนุนแนวคิด “การอนุรักษ์เชิงพื้นที่แบบพลวัต (Dynamic Protected Area)” ที่สามารถกําหนดพื้นที่คุ้มครองเฉพาะจุดที่พบโลมาใน
ช่วงเวลานั้น ลดความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์กับการทําประมงของชุมชน


ในมิติด้านพันธุกรรม ประชากรขนาดเล็กมีความเสี่ยงต่อภาวะความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง (genetic erosion) จึงจําเป็นต้องมีข้อมูลเพื่อประเมินโครงสร้างประชากรและวางแผนฟื้นฟู โครงการนี้เสนอการประยุกต์ใช้เทคนิค epigenetics โดยพัฒนา methylation-sensitive high resolution melting analysis (MS-HRM) เพื่อประเมินอายุจากตัวอย่างชีวภาพ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยี eDNA จากน้ําหรืออุจจาระในการตรวจสอบเพศ โครงสร้างประชากร และความหลากหลายของ mtDNA เพื่อประเมิน haplotypes และ maternal ancestry เบื้องต้น ข้อมูลดังกล่าวมีความสําคัญต่อการวางแผน genetic recovery การทํา captive breeding program และการจัดการทรัพยากรพันธุกรรมในอนาคต ควบคู่กันนั้น การศึกษาสถานภาพทรัพยากรสัตว์น้ําในเขตน้ําตื้นของทะเลสาบสงขลาตอนบน ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ําวัยอ่อนและแหล่งอาหารหลักของโลมา จะช่วยอธิบายความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างแพลงก์ตอน สัตว์หน้าดิน สัตว์น้ําวัยอ่อน และปัจจัยคุณภาพน้ํา–ตะกอนดินกับการกระจายตัวของโลมาอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์จะนําไปสู่การจัดทําฐานข้อมูลทรัพยากรที่ทันสมัย สนับสนุนการกำหนดมาตรการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (area-based management) การกําหนดเขตทําการประมงที่เหมาะสม การลดความเสี่ยงจากเครื่องมือประมง และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน

การลดลงของประชากรโลมาอิรวดีไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว หากแต่เป็นผลสะสมจากข้อจํากัดเชิงระบบทั้งด้านคุณภาพถิ่นอาศัย ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร โครงสร้างประชากร และแรงกดดันจากกิจกรรมมนุษย์ แนวคิด “ขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ (Carrying Capacity)” จึงเป็นกรอบสําคัญในการมินว่าระบบนิเวศทะเลสาบสงขลายังสามารถรองรับและฟื้นฟูประชากรโลมาอิรวดีได้ในระดับใด ภายใต้เงื่อนไขทรัพยากรและแรงกดดันที่มีอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการสํารวจจํานวนประชากรและบันทึกสาเหตุการตาย แต่ยังขาดการศึกษาเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านนิเวศวิทยา ทรัพยากรอาหาร พันธุกรรม โครงสร้างอายุ เพศ และปัจจัยสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การกําหนดเป้าหมายการฟื้นฟูประชากรและการออกแบบมาตรการอนุรักษ์ยังขาดฐานข้อมูลเชิงปริมาณรองรับ

ในการประเมินว่าระบบทะเลสาบสงขลาสามารถรองรับประชากรโลมาได้มากเพียงใด ภายใต้ข้อจํากัดด้านคุณภาพน้ํา ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และแรงกดดันจากกิจกรรมมนุษย์ หากปัจจัยจํากัด (limiting factors) ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ต่อให้มีมาตรการคุ้มครองโดยตรง ประชากรก็อาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ ดังนั้น โครงการวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการ ครอบคลุมประเด็นสําคัญ ได้แก่

1. การติดตามและประเมินการกระจายตัวเชิงพื้นที่ของโลมาอิรวดี โดยพัฒนาเทคโนโลยีบันทึกเสียงใต้น้ํา (hydrophone) ร่วมกับระบบวิเคราะห์อัตโนมัติและแจ้งเตือนแบบใกล้เวลาจริง (near real time) เพื่อสนับสนุนแนวคิดการอนุรักษ์เชิงพื้นที่แบบพลวัต (Dynamic Protected Area) ลดความเสี่ยงจากเครื่องมือประมง และสร้างสมดุลการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างชุมชนกับการอนุรักษ์

2. การประเมินโครงสร้างประชากรและศักยภาพการฟื้นฟูทางพันธุกรรม พัฒนาเทคนิคด้าน epigenetics เช่น methylation-sensitive high resolution melting (MS-HRM) เพื่อ
ประเมินอายุประชากร รวมถึงการใช้ eDNA ตรวจสอบเพศ โครงสร้าง mtDNA และความหลากหลายของ haplotypes ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานต่อการวางแผน genetic recovery และ captive breeding program ในอนาคต


3. การประเมินสถานภาพทรัพยากรอาหารและความสัมพันธ์เชิงนิเวศ ศึกษาโครงสร้างชุมชนสัตว์น้ําวัยอ่อน สัตว์หน้าดิน แพลงก์ตอน และปัจจัยกายภาพ–เคมีของน้ําและตะกอน เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรกับพื้นที่หากินของโลมา และใช้ข้อมูล eDNA ประเมินชนิดพันธุ์เหยื่อ (prey species)


4. การประเมินขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา บูรณาการข้อมูลประชากร พันธุกรรม ถิ่นอาศัย และทรัพยากรอาหาร เพื่อระบุข้อจํากัดหลัก (limiting factors) ที่ส่งผลต่อการอยู่รอดและการเพิ่มจํานวนประชากร และจัดทําข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการจัดการพื้นที่ (area-based management)

การบูรณาการข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่ จะช่วยให้สามารถกําหนดเขต Core Area ของโลมา เขตทําประมงที่เหมาะสม (Fishing Zone) และมาตรการปิดฤดูประมงอย่างมีหลักฐานรองรับ สนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความแม่นยํา โปร่งใส และตรวจสอบได้ผลลัพธ์ที่คาดหวังไม่เพียงช่วยลดอัตราการตายและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของโลมาอิรวดี แต่ยังช่วยสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของชุมชนชายฝั่ง ลดความขัดแย้ง และเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้าน
สิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ ฐานข้อมูลที่ได้จะเป็นรากฐานเชิงวิชาการสําหรับการกําหนดเป้าหมายการฟื้นฟูประชากรในระยะยาว และเป็นต้นแบบของการอนุรักษ์สัตว์น้ําในระบบนิเวศวิกฤติของประเทศไทย

ประชากรโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาตอนบนอยู่ในภาวะวิกฤติ มีขนาดประชากรเล็กและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับพื้นที่ หากไม่มีมาตรการจัดการบนฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่รอบด้าน การสูญเสียประชากรอาจเกิดขึ้นอย่างถาวร ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ภาพลักษณ์ด้านการอนุรักษ์ของประเทศและความสมดุลของระบบนิเวศ โครงการวิจัยนี้จึงมีความจําเป็นเร่งด่วนทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงนโยบาย เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา สนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่แบบพลวัตบนฐานข้อมูลจริง
และเสริมสร้างความยั่งยืนของระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน และทรัพยากรชีวภาพของประเทศในระยะยาว เนื่องด้วยการศึกษาที่ผ่านมาส่วนใหญ่มุ่งรายงานจํานวนประชากรหรือภัยคุกคามรายประเด็น แต่ยังไม่มีการบูรณาการข้อมูลด้านนิเวศวิทยา พันธุกรรม เศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โครงการมีความสําคัญใน 3 ระดับ ได้แก่

ระดับวิชาการ :
1. เติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้เชิงระบบ ทั้งด้านนิเวศวิทยา ประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรม โครงสร้างอายุ และความเสี่ยงจาก inbreeding เพื่อสนับสนุน genetic recovery
2. พัฒนาระบบแจ้งเตือนแบบใกล้เวลาจริง สนับสนุนการจัดการพื้นที่คุ้มครองแบบพลวัต ลดความขัดแย้งกับชุมชน และเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

ระดับนโยบายและการจัดการ: สร้างฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐในการกําหนดมาตรการอนุรักษ์แบบพลวัต ลดความขัดแย้ง และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่
1. ประเมินขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ เพื่อกําหนดเป้าหมายฟื้นฟูที่เป็นจริง
2. สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์
3. สร้างฐานข้อมูลระยะยาวเพื่อการติดตามและประเมินผลมาตรการอนุรักษ์ระดับสังคมและเศรษฐกิจชุมชน: ช่วยให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน ภายใต้
ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นธรรม

ท้ายที่สุด โครงการนี้มิได้มุ่งเพียงการอนุรักษ์โลมาอิรวดีเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทะเลสาบสงขลาโดยรวม สนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชายฝั่ง และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่ให้ความสําคัญต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อศึกษาวิเคราะห์และจัดทําฐานองค์ความรู้เชิงระบบด้านโครงสร้างประชากร ชีววิทยา การกระจายตัวถิ่นที่อยู่อาศัย และปัจจัยคุกคามของ โลมาอิรวดี ในพื้นที่ตอนบนของ ทะเลสาบสงขลา ให้มีความครบถ้วนถูกต้อง และสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์สําหรับการกําหนดนโยบายและการจัดการเชิงพื้นที่
  2. เพื่อพัฒนาและบูรณาการระบบฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สําหรับการติดตามประเมิน และรายงานสถานภาพโลมาอิรวดีและระบบนิเวศแบบต่อเนื่องใกล้เวลาจริง (near real-time) โดยครอบคลุมพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 และสามารถปรับปรุงข้อมูลอย่างสม่ําเสมอไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง
  3. เพื่อวิเคราะห์และประเมินความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระหว่างโลมาอิรวดี ระบบนิเวศ แหล่งทรัพยากรสัตว์น้ํา และ แรงกดดันจากกิจกรรมมนุษย์ ตลอดจนประเมินขีดความสามารถในการรองรับ (carrying capacity) และความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่สําคัญต่อการอนุรักษ์
  4. เพื่อจัดทําข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการเชิงบูรณาการในการคุ้มครองและฟื้นฟูโลมาอิรวดีและถิ่นที่อยู่อาศัย โดยกําหนดมาตรการเชิงนโยบายไม่น้อยกว่า 5 มาตรการ และผลักดันให้มีอย่างน้อย 2 มาตรการได้รับการบรรจุในแผนงานหรือกลไกการดําเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  5. เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับพื้นที่ และเชื่อมโยงผลการวิจัยสู่การปฏิบัติจริง (research to implementation) เพื่อให้เกิดกลไกการจัดการเชิงพื้นที่ที่ยั่งยืน

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ด้านวิชาการ

ทําให้ทราบข้อมูลจํานวนและสัดส่วนประชากรโลมาอิรวดีที่ถูกต้องแม่นยํา เพื่อประโยชน์ในการประเมินสถานภาพที่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามระยะเวลาและปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบริหารจัดการ สภาพแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพให้มีความยั่งยืน เช่น ปริมาณอาหารและชนิดของอาหาร และสามาถกําหนดแหล่ง ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ตลอดจนข้อมูลทางชีววิทยาการขยายพันธุ์และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ: หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมถึง นักวิจัย นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป

ด้านสังคม

ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องรวมถึงมีพื้นที่มีแหล่งทําการประมงตามที่ถูกกําหนดและไม่กระทบต่อโลมาอิรวดี และไม่ทําการประมงที่ผิดกฏหมาย สามารถพัฒนาอาชีพอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การท่องเที่ยวชมโลมา เป็นต้น
ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ: ชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตอนบน และประชาชนทั่วไป

ด้านนโยบาย

สามารถนําข้อมูลที่ได้ไปบริหารจัดการกําหนดพื้นที่อนุรักษ์พร้อมทั้งกําหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและสามารถยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองโลมาอิรวดีน้ําจืดในระดับประเทศและสากล และสามารถนําข้อมูลไปจัดหาแหล่งงบประมาณในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
มีแนวทางและมาตรการการจัดการ ปกป้องและคุ้มครองโลมาอิรวดีและถิ่นที่อยู่อาศัยในทะเลสาบสงขลาตอนบน ซึ่งมีการนําไปปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม

ด้านเศรษฐกิจ

การอนุรักษ์โลมาอิรวดีเป็นการช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน
ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ: ประชาชนในพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา

 

 

 

 



bottom

top

Latest News

Popular


bottom